เนื้อหมู คุณค่าทางโภชนาการ และผลกระทบต่อสุขภาพ

เนื้อหมู คุณค่าทางโภชนาการ และผลกระทบต่อสุขภาพ

Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter

เนื้อหมู ถือเป็นวัตถุดิบของอาหารหลัก ที่ใคร ๆ ก็นึกถึง

เพราะไม่ว่าคุณจะปรุงอาหารประเภทใด เนื้อหมู จะเป็นวัตถุดิบแรกที่คุณนึกได้ จริงมั้ย?

วันนี้เรามีสาระดี ๆ เกี่ยวกับเรื่อง “เนื้อหมู” มาให้คุณได้ทำความเข้าใจวัตถุดิบที่เกือบจะอยู่ในทุกมื้ออาหาร ว่าเนื้อหมูมีประโยชน์ และโทษอย่างไรกันบ้าง

ข้อมูลทางโภชนาการของเนื้อหมู

เมื่อพูดถึงโภชนาการด้านอาหารเกี่ยวกับเนื้อหมู เรามักจะคุ้นเคยเกี่ยวกับภาพโภชนาการอาหาร 5 หมู่ ที่มักมีเนื้อหมูเป็นส่วนประกอบของภาพนั้นอยู่เสมอ

โดยที่เราอาจจะไม่ทราบว่า แท้จริงแล้วเนื้อหมู มีโภชนาการสารอาหารที่จำเป็นด้านใดบ้าง

เนื้อหมู อุดมไปด้วยสารอาหารประเภทโปรตีน กรดไขมัน กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และคอเลสเตอรอล

หากลองคำนวนปริมาณสารอาหารในเนื้อหมูขนาด 100 กรัม เราจะได้ข้อมูลทางโภชนาการ ดังนี้

เนื้อหมูปริมาณ 100 กรัม

  • พลังงานทั้งหมด  84 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 21 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต (ใยอาหาร,น้ำตาล) 0 กรัม
  • ไขมันทั้งหมด (ไขมันอิ่มตัว, ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน, ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว, ไขมันทรานซ์) 0 กรัม
  • คลอเรสเตอรอล 0 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 0 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 0 มิลลิกรัม

โปรตีนที่ได้จากเนื้อหมู

เนื้อหมูถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญที่ได้รับความนิยมสูง ในการนำมาประกอบเป็นอาหารจานหลัก

โปรตีนมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของเนื้อเยื้อ อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย โดยเนื้อหมูส่วนที่มักนำมาประกอบอาหารมากที่สุด คือ เนื้อหมูส่วนสันใน เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนสูง เนื้อส่วนที่มีไขมันมากที่สุดคือส่วนสามชั้น ตามมาด้วยเนื้อส่วนคอ และซี่โครง ที่นิยมนำมาเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารเช่นกัน

วิธีการเลือกซื้อเนื้อหมู

เราขอแนะนำวิธีการเลือกเนื้อหมูสำหรับนำมาปรุงอาหารกันครับ ว่าเนื้อหมูแบบไหนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และได้คุณภาพ

สีของเนื้อหมู

เนื้อต้องเป็นสีชมพู ไม่ออกแดงมากเกินไปเพราะอาจมีส่วนผสมของสีผสมอาหาร หรือสารปนเปื้อนประกอบอยู่

และเนื้อหมูต้องไม่มีสีเขียว หรือรอยช้ำ เพราะบ่งบอกถึงลักษณะของเนื้อหมูค้างคืนไม่สดใหม่

ลักษณะของเนื้อหมู

ไม่มีปุ่มนูน ขาว ขุ่น บริเวณเนื้อ เพราะอาจจะเป็นแผลอักเสบก่อให้เกิดเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารหากรับประทานเข้าไป

ลักษณะของหนังต้องมันวาว ไม่มีผังผืด สีขาวใส สะอาด ไม่มีขน เนื้อต้องมีลักษณะนุ่ม เด้ง คืนตัวได้เร็ว ไม่มีรอยกดทับ

แล้วเนื้อหมูส่วนไหนอร่อยบ้างนะ

หลายคนคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเนื้อหมูแต่ละส่วนว่า แตกต่างกันอย่างไร ส่วนไหน อร่อยที่สุด นุ่มที่สุด เหมาะกับมื้ออาหารประเภทไหนมากที่สุด

สันในหมู

ถือว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของเนื้อหมู  นุ่ม และไม่มีมันแทรก เหมาะนำไปปรุงอาหารทุกประเภท ปิ้ง ย่าง ทอด

สันคอหมู

เป็นส่วนมีมันแทรกอยู่ตามเนื้อ มีความหนึบ นุ่ม สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายประเภทอย่าง เช่น ย่าง ปิ้ง จะได้รสชาติที่อร่อยกว่าเนื้อส่วนอื่น

หมูสามชั้น

มีเนื้อหมูและมันหมูสลับกันเป็นชั้น ๆ ทำให้เนื้อส่วนนี้นุ่มฉ่ำเวลานำไปปรุงอาหาร

แต่อย่าทานมากเกินไปนะครับ เพราะจะทำให้อ้วนได้ หมูสามชั้นเหมาะสำหรับทำอาหารได้หลายประเภททั้ง ทอด ต้ม นึ่ง หรือ ผัด

สันนอกหมู

มีมันผสมอยู่บ้างเล็กน้อย เป็นเนื้อส่วนที่มีความนุ่มในระดับหนึ่ง เหมาะสำหรับทำเนื้อหมูสเต็ก

เนื้อสะโพกหมู

ค่อนข้างเหนียว เหมาะกับการนำไปตุ๋น นึ่ง หรือนำไปทำเป็นส่วนประกอบของน้ำซุปจะทำให้มีความหวานยิ่งขึ้น

วิตามินและแร่ธาตุที่ได้จากเนื้อหมู

เนื้อหมู นอกจากจะอุดมไปด้วยโปรตีนแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารอื่น ๆ เช่น

วิตามินบี 1

มีส่วนช่วยลดอาการเหน็บชา

วิตามินเอ

บำรุงสายตา

ฟอสฟอรัส และไนอาซีน (วิตามินบี 3)

มีส่วนช่วยในการลดไขมัน ลดการอักเสบของผิวหนัง หรือแม้กระทั่งบำรุงสมอง และเนื่องจากในเนื้อหมูอุดมไปด้วยวิตามินบีอยู่จำนวน จึงมีส่วนช่วยในการกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย และช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

เหล็ก

มีส่วนช่วยในผลิตเลือด ลำเลียงออกซิเจนและสารอาหาร ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ป้องกันโรคโลหิตจาง

สังกะสี

มีช่วยให้อวัยวะสืบพันธุ์ทำงานอย่างปกติ

ผลกระทบต่อสุขภาพของเนื้อหมู

จากการศึกษาวิจัยขององค์การอนามัยโลก และสมาคมโภชนาการแห่งประเทศจีนระบุว่า การบริโภคเนื้อหมูที่มีไขมันอิ่มตัวอยู่ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ และอาจมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ

โดยสาเหตุของการเกิดโรคเหล่านี้ อาจจะมีผลมาจากพื้นที่ในการเลี้ยง เทคโนโลยี และการจัดการดูแลที่ไม่ได้มาตฐาน

ในขณะที่พื้นที่เลี้ยงในระบบตามธรรมชาติ จะได้มาตรฐาน ได้เนื้อที่มีคุณภาพ และสามารถควบคุมอัตราการเกิดโรคเหล่านี้ได้ดีมากกว่า

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า การทานเนื้อหมูให้ได้สุขภาพที่ดีนั้น ควรทานในปริมาณ 50 – 150 กรัมต่อวันเท่านั้น และควรทานควบคู่กับผักชนิดต่าง ๆ แทนการทานเนื้อเพียงอย่างเดียว จะทำให้ได้ประโยชน์และสารอาหารครบถ้วนมากกว่า

คราวนี้มาพูดถึงเรื่องของมันหมูกันบ้าง

ไม่เพียงแค่ส่วนของเนื้อเท่านั้นที่มีประโยชน์ มันหมูก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน

ทราบมั้ยครับว่า เมื่อไม่นานมานี้ มันหมูถูกจัดให้ติดอันดับอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดของโลก จากการทดสอบของทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการ ประเทศสิงคโปร์

การวิจัยระบุว่า มันหมู มีความเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวถึงร้อยละ 60 เพราะเป็นไขมันที่ได้จากธรรมชาติ และยังมีกรดโอเลอิค ที่มีความจำเป็นต่อระบบการทำงานของร่างกาย และหลอดเลือดหัวใจ

มีส่วนช่วยในการบำรุงผิว ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล และลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีอีกด้วย

แต่ถึงแม้ว่ามันหมูจะมีประโยชน์มากมายขนาดไหน ก็อย่าทานเพลินเกินความจำเป็น เพราะมันหมูเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง หากรับประทานเกิดความจำเป็น หรือมากเกินไปอาจส่งผลให้ไขมันอุดตันเส้นเลือดได้เช่นกันนะครับ

การทานมันหมูเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เราขอแนะนำว่าควรทานคู่กับผัก ข้าวไม่ขัดสี และเลือกสรรอาหารให้ครบ 5 หมู่

โดยใช้วิธีการผัด หรือต้ม แทนการย่างหรือทอด จะได้ประโยชน์จากมันหมูมากกว่าได้โทษครับ และทานในปริมาณที่พอดีไม่มากจนเกินไป

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เรื่อง หมู หมู ที่ไม่หมูกันเลย ถือว่าครบถ้วนไม่น้อยสำหรับข้อมูลทั้งในด้านโภชนาการ รวมทั้งวิธีในการเลือกซื้อเนื้อหมู ลักษณะของเนื้อหมูที่เหมาะกับมื้ออาหาร และการทานเนื้อหมูอย่างไรให้ถูกหลักอนามัย ไม่ก่อให้เกิดโรคได้ง่าย ๆ อีกด้วย

และสำหรับหลาย ๆ คนที่ชอบทานมันหมู ก็ถือว่าเป็นข้อมูลที่ช่วยชะโลมใจได้บ้างนะครับ เพราะประโยชน์ของมันหมูมีมากไม่แพ้ส่วนเนื้อเลยทีเดียว

อย่าลืมนะครับว่าควรทานในปริมาณที่เหมาะสม และที่สำคัญทานผักเยอะ ๆ ครับ

Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter

Leave a Reply